ทนายความ นวพล ทนาย ปรึกษากฎหมายฟรี คดีความทุกประเภท

Engine by สยามทูเว็บผู้ให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูป
      
 

ข้อต่อสู้คดีกู้เงิน

3 พฤษภาคม 2555

ข้อต่อสู้จำเลยคดีกู้ยืมเงิน


           
๑)ไม่มีการส่งมอบเงิน,ทรัพย์สิน ,สิทธิ ใดๆก็ตามที่กู้


            ในข้อนี้ ต้องมั่นใจว่า ไม่มีการส่งมอบสิ่งใดให้กันจริงนะครับ สิ่งใดที่ว่านี้ หมายความกว้างๆครับ รวมไปถึง ทรัพย์สิน เงิน ทอง ของมีค่า สิทธิต่างๆตามกฎหมายนะครับ (เนื่องจากตามกฎหมายนั้น การกู้ยืมเงินอาจไม่ต้องส่งมอบเงินให้แก่กันตามสัญญากู้ก็ได้ครับเช่น ใช้หนี้ให้เพื่อนและให้เพื่อนทำสัญญากู้เอาไว้แทน)


๒) ไม่มีหลักฐานการกู้เงิน


             เนื่องจากการฟ้องร้องว่ากู้ยืมเงินกันนั้น ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือสำหรับการกู้ยืมที่เกิน ๒,๐๐๐ บาทขึ้นไป  คำว่าหลักฐานการกู้ยืมนั้น หมายถึง เอกสาร หรือสิ่งใดก็ตาม อาจจะเป็นหลายอย่างๆหรืออย่างเดียวก็ได้ ที่ปรากฏข้อความว่าพอที่จะปะติดปะต่อกันได้ ว่ามีการ รับว่าเป็นหนี้กันจริง เท่าใด และมีลายมือชื่อของผู้กู้ปรากฏอยู่ ดังนั้น เอกสารการโอนเงินจากธนาคาร จึงไม่ใช่สัญญากู้แต่อย่างใดครับเพราะ(ไม่มีข้อความรับว่าเป็นหนี้กัน) ดังนั้นท่านจำเลยจึงสามารถตรวจสอบหลักฐานที่โจทก์นำมาฟ้องร้องได้ครับว่ามันมีข้อความอย่างที่กล่าวมาหรือไม่อย่างใด


๓) หลักฐานการกู้เงินไม่ชอบด้วยกฎหมาย


                เช่น มีการให้ผู้กู้ลงลายมือชื่อในเอกสารเปล่าๆจากนั้นผู้ให้กู้ก็เอาไปลงจำนวนเงินใหม่มากกว่าที่กู้ยืมกัน หรือ มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินในสัญญาโดยที่ไม่ตรงกับความจริง หรือไม่มี ลายเซ็น หรือลายมือที่เขียนของลูกหนี้ผู้กู้ยืมในสัญญา(อันนี้ต้องระวังครับ เพราะบางที่ผู้กู้ไปลงชื่อในช่องพยาน ก็ยังถือว่าในสัญญากู้นั้นมีลายมือชื่อของลุกหนี้ผู้กู้อยู่ครับ)


๔) มีการใช้เงินที่กู้ไปแล้วบางส่วนหรือทั้งหมด


                กรณีนี้การต่อสู้ว่าใช้เงินที่กู้ไปแล้ว ต้อง มีหลักฐานเช่นใบเสร็จรับเงิน หรือหรือได้มีการคืนสัญญากู้ให้กับลูกหนี้ไว้แล้วเมื่อใช้หนี้กันหรือได้มีการขีดฆ่าในสัญญากู้เพื่อเป็นหลักฐานว่ามีการใช้เงินไปแล้ว นอกจากนี้ หากมีการใช้เงินที่กู้คืนไปแล้ว โยสิ่งที่คืนให้เจ้าหนี้ ไม่ใช่ตัวเงินก็สามารถนำข้อต่อสู้ตรงนั้นมาใช้ต้อสู้ได้เช่นกันครับ เช่น มีการมอบบัตรเอทีเอ็มให้เจ้าหนี้ไปกดเงินหรือโอนเงินเขาบัญชีเจ้าหนี้หรือ มอบสิ่งใดตอบแทนแก่เจ้าหนี้เพื่อเป็นการชำระหนี้ครับ


๕) มีการเรียกดอกเบี้ยตามสัญญาที่กู้ยืมสูงเกินไป


              กรณีนี้มีบ่อยครับ ทั้งนี้ตามกฎหมายนั้น ให้คิดดอกเบี้ยได้แค่ ร้อยละ ๑๕ ต่อปีหาก ผู้ให้กู้ไม่ใช่สถาบันทางการเงิน(แต่ถ้าเป็นสถาบันทางการเงินเรียกเกิน ๑๕ ได้ครับ ตาม พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ ม.๑๔ ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้และ พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน ให้อำนาจรัฐมนตรีการคลังมีอำนาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดจากผู้กู้ยืมสูงกว่าร้อยละ ๑๕ ต่อปี ได้ ม๔)


       ดังนั้น หากบุคคลธรรมดาให้กู้โดยเรียกดอกเบี้ยที่เกินร้อยละ ๑๕ ต่อปี นั้น ถือเป็นการทำผิดตามพ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ม.๓(ก) ผลคือ ดอกเบี้ยที่ตกลงกันไว้ก็เป็นโมฆะคือไม่เคยมีการเรียกดอกเบี้ยกันเกิดขึ้นครับ ดังนั้นถ้ามีการเรียกดอกเบี้ยสุงกว่าร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยเจ้าหนี้คนธรรมดาแล้ว จำเลยต่อสู้ได้ว่าดอกเบี้ยเงินกู้ไม่ต้องใช้ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะนั้น ไม่มีผลต่อดอกเบี้ยผิดนัดแต่อย่างใด เจ้าหนี้ยังเรียกได้อยู่ครับ)กรณีที่สัญญากู้ไม่ระบุว่าคิดดอกเบี้ยเท่าใด กรณีนี้ ก็คิดได้แค่ ๗.๕ ต่อปีครับ


๗ )ไม่มีการผิดนัดชำระหนี้โดยลูกหนี้แต่อย่างใด


             เช่น ยังไม่ถึงกำหนดใช้หนี้แต่อย่างใด  หรือเจ้าหนี้ไม่ยอมรับใช้หนี้โดยไม่มีเหตุอ้างตามกฎหมายได้ หรือ ลูกหนี้จะต้องชำระหนี้เมื่อผู้ให้กู้ต้องทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามที่ตกลงกันเสียก่อนลูกหนี้จึงถึงจะใช้หนี้แต่เจ้าหนี้ยังไมได้ทำสิ่งนั้น


๘) คดีขาดอายุความแล้ว


- การเรียกเงินต้นที่ค้างจ่ายนั้น มีอายุความ ๑๐ ปีนับแต่วันถัดจากวันที่ถึงกำหนดชำระ


- การเรียกดอกเบี้ยค้างชำระ มีอายุความ  ๕ปี นับแต่วันถัดจากวันที่ถึงกำหนดชำระ

             

Bookmark and Share
 
Online:  6
Visits:  1,113,155
Today:  32
PageView/Month:  27,264